Blockchain : Harvard business review (2019) – Sakditad Saowapa

0 41


Blockchain : Harvard business review (2019)

  1. Blockchain (บล็อคเชน) คือเทคโนโลยีเก็บข้อมูลที่ทำให้ข้อมูลที่จะเก็บนั้นเชื่อมโยงต่อเนื่องกับผู้คนหลายคนและชุดข้อมูลนั้นก็จะต่อกันเป็นลูกโซ่ (Chain) โดยทั้งหมดถูกทำงานโดย Code เท่านั้น

ผู้เขียนมองสิ่งนี้ว่ามีความสามารถมากพอที่จะปฏิวัติวงการธุรกิจได้ แต่ไม่ได้เกิดในเร็ววันนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีก 10–20 ปี กว่าจะนำไปสู่การนำไปใช้จริงจัง (Mass adoption) เพราะต้องผ่านการออกกฎเกณฑ์ควบคุมและความรู้ความเข้าใจจากภาคประชาชนมากกว่านี้ เหมือนตอนที่อินเทอร์เน็ตออกมาใหม่ๆไม่มีใครนึกฝันว่าอีกหลายสิบปีมันจะพาเรามาได้ไกลขนาดนี้

.

.

.

2. BC ทำงานอยู่บนหลักการ 5 ประการได้แก่

2.1.Distibuted database. คือการกระจายคนช่วยจัดการข้อมูลเป็นคนทั่วๆไป ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของได้

2.2. Peer-to-peer transmission. แต่ละคนที่ทำธุรกรรมสามารถติดต่อกันเองได้โดยตรงไม่ผ่านตัวกลางแต่ละคนจะมีสภาพเป็นจุดเล็กๆที่ส่งผ่านข้อมูลไปยังคนอื่นได้โดยตรงและทุกๆคนพร้อมกัน

2.3.Transparency with pseudonymity. ทุกการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นสามารถเห็นและเข้าถึงได้โดยทุกคนในระบบและแต่ละคนสามารถเลือกไม่ระบุตัวตนได้หรือเลือกที่จะใช้ชื่อเป็นอะไรก็ได้

2.4 Irreversibility of records. ธุรกรรมใดที่ทำให้เกิดและเสร็จสิ้นไปแล้วในฐานข้อมูลของ BC ขะไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือทำซ้ำได้ เสมือนกับเป็นโซ่ที่คล้องต่อเนื่องกันมา การแก้ไขคือต้องทำให้โซ่ขาดทั้งหมดซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้เพราะทุกอย่างรันโดย code ที่จะทำหน้าที่ยืนยันและควบคุมว่าทุกการทำธุรกรรมนั้นจะเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามลำดับเวลา ถาวร และเห็นได้โดยสาธารณะ

2.5 Computational logic ทุกการทำธุรกรรมและการยืนยันนั้นเกิดโดยมี code สากลของ BC นั้นๆกำกับเสมอ

.

.

.

3. นักลงทุนในเทคโนโลยีการเงิน (Fintech investor) หลายคนได้กระโดดเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่มีการนำบล็อคเชนเข้ามาใช้เพียงแต่ส่วนใหญ่นั้นโดนหลอก แค่ได้เห็นคำว่าบล็อกเชน แต่จริงๆแล้วบริษัทนั้นๆไม่ได้ใช้บล็อคเชนจริงๆหรือว่าเข้าข่ายหลอกลวง (Scam) นั่นเอง อารมณ์ไม่ต่างกับสมัยฟองสบู่ดอทคอมที่เห็นชื่อบริษัทลงท้ายด้วยคำว่าดอทคอมก็กระโดดเข้าไปลงทุนด้วยความโลภและจบลงที่การขาดทุนย่อยยับนั่นเอง

.

.

.

4. Bitcoin และ Cryptocurrency เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติการเงินปี 2008 โดยกลุ่มนักเสรีนิยมและผู้ต่อต้านระบบ (Libertarian and antiestablishment) ซึ่งส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมถูกลงมากเพราะเงินสกุลดิจิตอลชนิดนี้สามารถโอนผ่านกันได้โดยตรง มีแค่ Key address กับคอมสักเครื่องก็สามารถทำธุรกรรมได้ ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและสถาบันการเงินใดๆ

แต่เบื้องต้นอาจจะต้องโอนเงินจริงเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นตัวเงินก่อนตามที่แลกเปลี่ยน (Exchange) ต่างๆ ซึ่งหลายท่านก็คาดการณ์ว่าจะมาเป็นทองคำยุคใหม่หรือสกุลเงินใหม่แต่ตอนนี้นับว่ายากเหลือเกินเพราะว่ายังมีความผันผวนที่สูงเกินไปและยังขาด Trust จากภาคประชาชนรวมถึงความซับซ้อนในการได้มาถึงสินทรัพย์นี้จึงทำให้มันไม่ได้แพร่หลายมากนัก แต่ในแง่ BC ต้องขอยกให้ Bitcoin เป็น First real use case เลยก็ว่าได้

.

.

.

5. จำเป็นหรือไม่ที่ธุรกิจของเราจะต้องมาใช้บล็อคเชนทั้งหมด? คำตอบคือ ไม่จำเป็น คุณควรต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนด้วยคำถาม 3 ข้อนี้ 1.ข้อมูลที่บริษัทเราเก็บถ้ามันผิดพลาดจะมีผู้คนเสียหายแค่ไหน? 2. คนนอกหรือแฮกเกอร์มีแรงจูงใจมากพอที่จะเข้ามาเจาะข้อมูลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัทเราหรือไม่? 3. ธุรกิจของเราพึ่งพาข้อมูลที่เชื่อถือได้จากคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

แน่นอนว่าถ้าตอบว่าใช่สามอย่างนี้ บล็อคเชนมีประโยชน์แน่นอน แต่ถ้าคุณแค่ขายข้าวแกงหรือหมูปิ้งก็อาจจะไม่มีความจำเป็นจะต้องไปใช้บล็อคเชนตามเขาครับหรือถ้าใช้ก็ต้องเป็นบริษัทใหญ่มีเชนของตัวเองแล้วอันนั้นพอได้

.

.

.

6. “Code is law for machine, Law is code for people” บล็อคเชน ไม่สนใจคุณธรรม อารมณ์ เจตนาทางการเมือง หรือการแทรกแซงจากบุคคลใดๆทั้งสิ้น เพราะ Code คือพระเจ้า ถ้า Code แรกเริ่มคุณไม่ดี ทุกอย่างก็จะพังเอง ตัวอย่างเช่น

บริษัท Decentralized autonomous organization (DAO) ที่รันบนบล็อคเชนของ Ethereum เกิด bug ครั้งใหญ่ที่มีคนฉวยโอกาสแฮคโอนเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง กวาดเงินไปถึง 50M USD. มีผู้เสียหายมากมาย แต่การย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดบนบล็อคเชนนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ผลลัพธ์สุดท้ายคือ Hard Fork หรือการย้ายข้อมูลไปไว้ที่ Blockchain ใหม่ ที่ชื่อว่า Ethereum Classic ที่แก้ bug เดิมแล้ว แต่คนเสียหายก็ไม่ได้เงินคืนนะ เมื่อฎหมายปะทะกับโค้ดผลลัพธ์ก็อย่างทีเห็น อีกนานเลยครับกว่าจะไปถึงจุดที่ประนีประนอมได้

.

.

.

7. Public vs Private Blockchain มีสองแบบคือแบบแบบวงเปิดสาธารณะ กับวงปิดที่ใช้ภายในองค์กรส่วนตัวเท่านั้น Bitcoin ถือเป็น Public blockchain ที่โด่งดังและมีการใช้งานมากที่สุดในขณะนี้ ข้อดีคือไม่ต้องลงทุนมากมีระบบมีคนรันระบบกับเขียน code ไว้แล้ว ไม่ต้องซื้อ Hardware, Server ใหม่ทั้งนั้น แต่ข้อมูลทั้งหมดจะต้องเป็นสาธารณะ ใครจะเข้ามาดูก็ได้

ส่วน Private BC นั้น บริษัทต้องลงทุนเองหมด ใช้ได้แค่ในองค์กร คนในองค์กรเท่านั้นถึงจะเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ได้ ไม่ต้องเปิดเผยสาธารณะ สามารถตั้งค่าให้มีแก้ข้อมูลได้ ( Transaction reversibility) ได้ในบางกรณี ซึ่งแก้ไขได้ภายใน Node ที่ตัวเองตั้งขึ้น ในขณะที่ Public BC นั้นทำไม่ได้

.

.

.

8. Blockchain สามารถช่วยให้การพิสูจน์ตัวตนทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันการพิสูจน์ตัวตน (Proof of identity:POI) เป็นสิ่งที่ใช้ค่าใช้จ่ายมากและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน เพราะช่องโหว่ของการที่ไม่มีตัวตนนี้นำไปสู่ช่องว่างของการค้ามนุษย์ได้นั่นเอง ไม่ว่าจะคนรวยหรือจนต่างก็มีปัญหากับการ POI ทั้งสิ้น คนรวยที่ไม่มีตัวตนจะต้องเผชิญกับกฏหมายการต่อต้านการฟอกเงินอย่างหนัก ในขณะที่คนจนที่ไม่มีตัวตนก็ขาดโอกาสที่จะครอบครองทรัพย์สิน BC สามารถเข้ามามีบทบาทโดยกระจายอำนาจให้กลุ่มคนเข้ามมามีอำนาจตรวจสอบข้อมูลโดยมีแพลตฟอร์ม MDL (Mutual distributed ledger) ยกให้การตรวจสอบข้อมูลตัวตนถูกกระจายอำนาจโดยคนหมู่มาก

ดังนั้นการที่ไม่ถูกครอบครองโดยใครคนใดคนหนึ่งทำให้ค่าใช่จ่ายตรงนี้ถูกมากขึ้นนั่นเอง รวมถึงเราสามารถที่จะบรรจุข้อมูลต่างๆเช่น ชื่อ นามสกุล ประวัติการศึกษา ประวัติสุขภาพ และให้คนมารับรองโดยเซ็นเอกสารรับรองแบบดิจิตอล (Digitally signed documents) เก็บลงในฐาน BC ทำให้ผู้เล่นในระบบนี้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นมากทั้ง ผู้ใช้ (Subject), ผู้ให้การรับรอง (Certifier) และผู้ตรวจสอบ (Inquisitor) แต่ข้อเสียก็คืออะไรที่อยู่บน BC นั้นก็จะอยู่ตลอดไปรวมถึงการสะกดชื่อแบบผิดๆ หรือประวัติที่ไม่ดีต่างๆก็ตามก็เป็นสิ่งที่ต้องยอมแลก โดยประเทศที่มีการประยุกต์ใช้แล้วจริงๆในปัจจุบันคือ ประเทศเอสโทเนีย (Estonia)

.

.

.

9. การใช้ BC ทำให้ข้อมูลสาธารณะคงอยู่ตลอดไป เหมือนกับการสลักชื่อบนหิน การที่นำแต่ละ Block ข้อข้อมูลมาเรียงต่อกันโดยมีเวลากำกับโดยต่อเนื่องทำให้การย้อนกลับไปแก้ไขข้อมูลก่อนหน้าเป็นไปได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย การที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่ต้องการความโปร่งใสการบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้บน BC จะช่วยให้เกิดความโปร่งใสในระดับชาติได้

แต่หลายสิ่งที่พอกลายเป็นข้อมูลสาธารณะอย่างถาวรแล้วก็อาจจะเป็นปัญหาได้ เช่น ถ้าหากเป็นข้อมูลที่ส่วนตัวมากๆ การใส่ร้ายป้ายสีหรือ Fake news ก็จะแก้ไขได้ยาก รวมถึงผู้เสียหายก็จะเสียสิทธิ์ที่จะถูกลืมเพื่อลบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ถูกใจในอดีต (Right to be forgotten) เพราะบน BC แก้ไขหรือลบข้อมูลเก่าไม่ได้ทำได้มากสุดแค่เขียนข้อมูลใหม่ทับไปเท่านั้น อันนี้เป็นประเด็นทางศีลธรรมที่จำเป็นต้องหาทางออกต่อไป

.

.

.

10. BC และ Cryptocurrency กำลังส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมอย่างหนัก ในปี 2017 ที่ผ่านมาการขุดเหมือง Bitcoin ใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่า 157 ประเทศในโลกรวมกัน เช่น ไนจีเรีย อุรุกวัย ไอร์แลนด์ โดยอาจจะต้องใช้แรงจูงใจกับการขุดให้ใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น หรือเปลี่ยนระบบการได้ค่าตอบแทนจากการทำเหมืองแบบเดิมซึ่งใช้วิธี Proof of work system:PoW เป็น Proof of stake system:PoS แทน

ซึ่งต่างกันที่ PoW จะใช้คอมพิวเตอร์แข่งกันคิดสมการโดยผู้ที่ช่วยระบบแก้ปัญหาได้ก่อนก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน Cryptocurrency ไป โดยถ้ายิ่งใช้เครื่องเยอะหรือสเป็กแรงที่กินไฟมากๆก็มีโอกาสได้เงินรางวัลมากที่สุด PoS ช่วยกันวนคิดแก้สมการโดยต้องวางเงินในระบบก่อนโดยยิ่งวางเงินมากยิ่งมีโอกาสได้ค่าตอบแทนมากนั่นเองซึ่งวิธีนี้จะประหยัดพลังงานมากกว่าเพราะใช้เครื่องคอมเป็น node น้อยกว่าแต่กลับต้องสูญเสียจุดเด่นในด้านการกระจายข้อมูลศูนย์กลาง (Decentralized) ไปเพราะใครที่วางเงินมากกว่ามีโอกาสแก้สมการได้มากกว่านั่นเอง

.

.

.

11. Smart contract หรือสัญญาอัจฉริยะ คือเงื่อนไขหรือสัญญาต่างๆที่ทำโดย code และเก็บข้อมูลไว้บนฐานของ BC นี่คือหนึ่งใน application ที่สามารถเอามาใช้ได้หลากหลายมากกว่าการเป็นสกุลเงินแบบ Bitcoin ซึ่งสามารถเป็นได้หลายอย่างมากเช่น การระบุตัวตน การทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ การซื้อขายจำนอง การซื้อขายหุ้นหรือตราสารอนุพันธ์ การบริหารจัดการ Supply chain ต่างๆเป็นต้น ตัวอย่างเช่นการ แก้ไขปัญหาการแฮคเว็บไซต์ด้วยวิธี Dos attack คือการสร้างบอทปลอมหลายล้านตัวไปโจมตีหรือกดทำธุรกรรมพร้อมกันจนเว็บไซต์ล่มเป็นต้น การที่หันมาใช้ BC ทำให้การสร้างบอทหรือ account ปลอมทำได้ยากขึ้นมาก ซึ่งตรงนี้ก็มีบางคนเห็นประโยชน์ตรงนี้และสร้าง platform social media ที่รันบนบล็อคเชนสำเร็จแล้วแต่ยังไม่เป็นที่นิยมนักคือ Keybase.io ลองไปเล่นกันดูได้ครับ

.

.

.

12. การกำกับควบคุมโดยรัฐจะส่งผลให้ Cryptocurrency ได้เติบโต อาจจะฟังดูย้อนแย้งที่จุดกำเนิดของ Cryptocurrency นั้นมีไว้เพื่อหนีจากการควบคุมของรัฐแล้วการกำกับดูแลควบคุมจากรัฐมันดียังไง? ล่าสุดในปี 2017 ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา (Securities and Exchange Commission:SEC) ได้ยินยอมเรื่องการเทรด Bitcoin future หรือยอมรับกลายๆว่ามันคือสินค้าประเภทหนึ่งที่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างถูกกฏหมายแล้ว

และช่วงต้นปี 2018 ศาลรัฐบาลกลางนิวยอร์คมีคำตัดสินให้คณะกรรมการกำกับตลาดฟิวเจอร์ (Commodity Futures Trading Commission:CFTC) สามารถควบคุม Cryptocurrency ได้เทียบเท่ากับสินค้าทั่วไปอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะนักลงทุนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต้องคิดวิตกถึงความไม่แน่นอนและการไม่ถูกยอมรับสินค้าเหล่านี้ ทำให้การนำไปใช้นั้นเป็นไปได้ยาก รวมถึงการระดมทุนด้วยเหรียญคริปโต (Initial coin offering:ICO) ที่บูมมากในช่วงปี 2018 ประมาณ 80% ล้วนเป็น scam และเป็นโปรเจคท์ที่ขายฝัน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ดังนั้นการเข้ามาควบคุมให้นิยามหรือประชาสัมพันธ์จากภาครัฐนั้นจะส่งผลดีต่อ Cryptocurrency ในระยะยาวอย่างแน่นอน

You might also like

Pin It on Pinterest

Share This

Share this post with your friends!

WhatsApp chat